กลุ่ม BANK ผลการดําเนินงาน 3Q10 แข็งแกร่ง

Follow me

พรพรหม ภักตร์เปี่ยม

ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ หุ้นปันผล Value Investor ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาด้านการออม การลงทุน หุ้น LTF RMF ทึ่ปรึกษาด้านการพัฒนาทรัพยากรบุคคล การพัฒนาสมรรถนะ ตัวชี้วัดและ โปรแกรมเมอร์ PHP MYSQL JAVA iOS
Follow me

กำไรของกลุ่มธนาคารงวด 3Q10 เติบโตแข็งแกร่ง 23%y-y และ 11%q-q
YTD สินเชื่อเติบโต 5% ขณะที่ NIM ขยายตัว 10bp มาอยู่ที่ 3.3%
รายได้ค่าธรรมเนียมเติบโตตามคาด ขณะที่การตั้งสำรองลดลง
ให้น้ำหนักลงทุนเป็น "OVERWEIGHT" และเลือก KBANK, BBL และ BAY เป็น Top Picks

กำไรของธนาคารโดยรวมแข็งแกร่งที่ 26.5 พันลบ. เพิ่มขึ้น 23%y-y และ 11%q-q และสูงกว่าที่เราคาดไว้ราว 3.4% จากผลกำไรที่ดีกว่าคาดของ BBL
และ KTB โดยมีปัจจัยผลักดันเช่นเดียวกับที่เราคาดไว้ คือ สินเชื่อที่เติบโต 5%YTD, NIM ขยายตัว 10bp, รายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นราว 12% และการ
ตั้งสำรองที่ลดลงเล็กน้อย เมื่อเทียบ y-y TMB มีกำไรที่แข็งแกร่งที่สุด (เนื่องจากฐานที่ต่ำ) รองลงมา คือ TISCO เนื่องจากสินเชื่อเติบโตแข็งแกร่ง และ
รายได้ค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้น ขณะที่เมื่อเทียบ q-q KTB มีกำไรที่เติบโตแข็งแกร่งสุด ผลักดันโดยปันผลรับจากกองทุนวายุภักษ์ และ NIM ที่ขยายตัว
ขณะที่ SCB มีกำไรเติบโตแข็งแกร่งรองลงมา เนื่องจาก 9M10 กำไรคิดเป็น 77% ของประมาณการกำไรทั้งปีของเรา และกำไรมีโมเมนตัมที่แข็งแกร่งขึ้น
ในช่วง 4Q ซึ่งเป็นช่วง high season เราจึงเห็น upside ต่อประมาณการกำไรทั้งปีนี้ของเราที่คาดว่ากลุ่มธนาคารจะมีกำไรเติบโต 21%

เนื่องจากมีการชำระคืนหนี้ สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดใหญ่จึงชะลอตัวลงในไตรมาสนี้ ขณะที่ SME และรายย่อยยังคงมีการเติบโตที่ดี ผลักดันโดยการ
ส่งออกที่แข็งแกร่ง ยอดขายรถยนต์ที่เพิ่มขึ้น และตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่รุ่งเรือง เนื่องจากไตรมาส 4 มีความต้องการเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้น และมีดีลกู้ยืมธุรกิจขนาดใหญ่มากขึ้น เราจึงคาดว่าสินเชื่อทั้งปีน่าจะมีโอกาสที่จะ เติบโตมากกว่าสมมติฐานการเติบโตของสินเชื่อของเราที่ 7% เนื่องจาก ณ สิ้นเดือนก.ย. สินเชื่อเติบโตแล้ว 5% ขณะที่ LDR ของกลุ่มฯ อยู่ที่ 97% เพิ่มขึ้นจาก 95% ณ สิ้นปี 2009

เนื่องจากได้ปันผลรับจากกองทุนวายุภักษ์ และประโยชน์จากการที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากถูกปรับขึ้นช้ากว่าดอกเบี้ยเงินกู้ NIM จึงขยายตัวเล็กน้อย
ราว 10bp จากในช่วง 2Q10 ที่อยู่ที่ 3.3% TISCO เป็นธนาคารเดียวที่มีการหดตัวของ NIM เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากธนาคารมี
สัดส่วนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยคงที่สูง

เนื่องจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ฟื้นตัวขึ้น และกิจกรรมทางธุรกิจกลับมาเป็นปกติ รายได้ค่าธรรมเนียมของธนาคารจึงเติบโต 12%y-y และ
6%q-q โดย BAY มีอัตราการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมสูงสุดที่ 46% เนื่องจากผลของการควบรวมกับ GE Money Thailand รองลงมา คือ
TISCO (27%) และ SCB (16%)

ด้านคุณภาพสินทรัพย์ ทุกธนาคารมี NPL ที่ลดลง ซึ่งทำให้ NPL ratio ของกลุ่มฯ ลดลงมาอยู่ที่ 5% จาก 6% ในปี 2009 ทั้งนี้ด้วยความตั้งใจของ
BAY และ TISCO ซึ่งต้องการที่จะเพิ่มค่าใช้จ่ายตั้งสำรองเพื่อทำให้ coverage ratio เพิ่มขึ้น และเป็นปัจจัยบรรเทาการลดลงของกำไร ธนาคารอื่นมี
การตั้งสำรองลดลง loan loss coverage ratio ของกลุ่มฯ อยู่ที่ 97% เพิ่มขึ้นจาก 77% ในปี 2009 และ 71% ในปี 2008

โดยรวมแล้ว กำไรงวด 3Q10 ของธนาคารได้ยืนยันถึงมุมมองที่เป็นบวกของเราที่มีต่อกลุ่มฯ และน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าไปยังวงจรการ
เติบโตใหม่ของกลุ่มธนาคาร เนื่องจากเป็นช่วงแรกของปีที่ปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตของธนาคารมีการเติบโตดีไปพร้อมกัน เราจึงคาดว่ากำไรของ
ธนาคารน่าจะเติบโตในระดับสูงต่อเนื่องไปอีกหลายปี และทำให้ ROE ของกลุ่มฯ เพิ่มขึ้นเหนือระดับ 14% ต่อเนื่องไปยังปีหน้า

KBANK BBL และ BAY เป็นหุ้นที่ได้ประโยชน์มากสุดจากวงจรการเติบโตใหม่ KBANK จะยังคงมีสินเชื่อที่เติบโตแข็งแกร่ง และได้ประโยชน์มากสุด
จากอัตราดอกเบี้ยที่เข้าสู่ช่วงขาขึ้น ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนที่มีอย่างต่อเนื่องจะช่วยผลักดันการเติบโตของ BBL เราคาดว่า BAY จะไม่
underperformed อีกเมื่อกระบวนการควบรวมกิจการเสร็จสมบูรณ์ และการบริโภคที่มีแนวโน้มดีขึ้น

โดย หลักทรัพย์ ธนชาติ

ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติHTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>